ประกาศเจรจาอาเซียน+6 คาดดันจีดีพีไทยเพิ่มปีละ 4%

EyWwB5WU57MYnKOvkDdx83wJgHHzR6MmKE7tfq53n8M9O72nbCRlOS (1)

พาณิชย์ เผย ผู้นำอาเซียนเจรจาข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน+6 คาดจะเริ่มเจรจาได้ต้นปี 56 ตั้งเป้าเสร็จปลายปี 58 คาดดันจีดีพีไทยเพิ่มขึ้นได้อีกปีละ 4%

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน กับอีก 6 ประเทศ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ผู้นำ 16 ชาติได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะเจรจาความตกลงภูมิภาคหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (อาร์เซพ) หรือความตกลงการค้าเสรีอาเซียน + 6 ตั้งแต่ต้นปี 56 และมุ่งหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 58 พร้อมกับการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้ ทั้ง 16 ชาติต้องการให้อาร์เซพ เป็นความตกลงที่มีคุณภาพสูงและทันสมัยบนผลประโยชน์ร่วมกันอย่างรอบด้าน ในการสนับสนุนการขยายการค้า และการลงทุนในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน

สำหรับข้อตกลงดังกล่าว จะเป็นความตกลงยุคใหม่ของอาเซียน ที่จะพัฒนาต่อยอดจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อาเซียนมีอยู่แล้ว 5 ฉบับ กับทั้ง 6 ประเทศ (เอฟทีเออาเซียน-จีน, อาเซียน-ญี่ปุ่น, อาเซียน-เกาหลี, อาเซียน-อินเดีย และอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ครอบคลุมทุกมิติการค้า ทั้งการค้าสินค้า-บริการ การลงทุน มาตรการการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การค้า และการลงทุน มีการปรับกฎกติกาทางการค้าต่างๆ และกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่งจะอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนได้มากกว่าความตกลงที่ มีอยู่ เพื่อเสริมโอกาสการค้าและลงทุนในตลาดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 17.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

“การเจรจาอาร์เซพ ไทยดำเนินการได้ทันที เพราะรัฐสภาได้เห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงเอฟทีเอของไทยภายใต้การเจรจาอา เซียน กับประเทศนอกกลุ่มไว้แล้วเมื่อเดือนพ.ย.52 ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 50 โดยอาร์เซพ จะเป็นยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาลในการเชื่อมโยงทาง เศรษฐกิจการค้า และการลงทุนของประเทศ และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษา ขยายโอกาส และขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่สำคัญของประเทศ” นายบุญทรง กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาการเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียน+6 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ความตกลงดังกล่าว จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย เพิ่มขึ้นอีก 4.03% และเพิ่มสวัสดิการสังคมคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,560 ล้านเหรียญฯ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของสินค้าหลายกลุ่ม เช่น ผัก ผลไม้แปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบของยานพาหนะ ยางพารา และพลาสติก เป็นต้น โดยในปีที่ผ่านมา ไทยค้าขายกับประเทศในกลุ่มอาร์เซพคิดเป็นมูลค่ากว่า 255,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 56% ของยอดรวมการค้าของไทย

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/307586

Facebook Comments

POST A COMMENT.