สิทธิมนุษยชนอาเซียนถูกมอง

http--www.matichon.co.th-online-2013-03-13639338201363935035l
http--www.matichon.co.th-online-2013-03-13639338201363935035l

22 มี.ค.56 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความเป็นห่วงต่อปัญหาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่กำลังมีมากขึ้นในหลาย ประเทศอาเซียน และชี้ว่าอาเซียนยังขาดการพัฒนาที่จริงจัง
แม้ สหรัฐฯ จะพยายามวางตัวเป็นกลางในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็กำลังจับตามสถานการณ์สิทธิมนุษยนชนในหลายประเทศอาเซียนเช่น กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ดูแลกิจการในเอเชียตะวันออกกล่าวกับอนุคณะกรรมกิจการต่างประเทศของ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ โดยระบุว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนคือหนึ่งหลายปัญหาที่ยังคงอยู่ในความยากลำบาก ซึ่งพวกเราต้องหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน

เมื่อ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้นำอาเซียนลงนามข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งคาดว่าจะป็นเครื่องมือที่ปก ป้องสิทธิของประชาชนในอาเซียนที่มีกว่า600ล้านคน แต่ยังมีข้อโต้เถียงอยู่มาก เนื่องจากมีกลุ่มคนออกมาวิจารณ์ และกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังมีช่องว่างทางกฎหมายอยู่มาก โดยแต่ละประเทศอาเซียนมีความหลากหลายอยู่มาก มีทั้งประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม เช่น เวียดนาม และลาว จนไปถึงประเทศประชาธิปไตยอย่าง ฟิลิปปินส์

นาย โจเซฟ ยูน เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศที่ดูแลกิจเอเชียตะวันออกกล่าวถึงข้อตกลงที่อา เซียนได้ลงนามโดยระบุว่า สาระของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไม่ฝช่สิ่งสำคัญ ที่พวกเราปรารถนา เท่ากับการที่อาเซียนลงมือปฎิบัติมันอย่างจริงจัง ปัญหาคืออาเซียนไม่เคยยอมรับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่านั้นคือสิ่งที่อาเซียนต้องการเป้าหมายร่วมกันหรือไม่ แต่เส้นทางของอาเซียนกับการพัฒนาสิทธิมนุษยชนยังอีกยาวไกล

นาย ดอง บาร์ ผู้ช่วยรองเลขาธิการด้านสิทธิมนุษชนและประชาธิปไตย ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในเวียดนาม พร้อมกับกล่าวว่า พวกเรารู้สึกผิดหวังกับหลายเหตุการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ช่วงที่ผ่านมา เกิดปัญหาคดีฟ้องร้องกับประชาชนที่แสดงความคิดในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวน มาก แต่ยังได้กล่าวชื่นชม การพัฒนาสิทธิเสรีด้านศาสนาในเวียดนามว่า ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

นอก จากนี้่ เขายังได้พูดถึงปัญหาสิทธิมนุษยนชนในกัมพูชา และการหายตัวไปของนายสมบัติ สมพล นักเคลื่อนไหวด้านเอ็นจีโอ และ เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของภาคประชาชนสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากนายสมบัติถือว่าเป็นนักเคลื่อนไหวคำสำคัญที่มีบทบาทอย่างมาก

โดย ทั้งสองคนยังพูดตรงกันถึงบทบาท กลุ่มทหารในอาเซียนอีกด้วยโดยเฉพาะในเมียนมาร์หรือพม่า ที่ตกอยู่ใต้การปกครองของคณะทหารมายาวนานถึง 60 ปี แต่ปัจจุบัน บทบาทของทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองน้อยลง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดที่ดีมากๆ

อย่าง ไรก็ตาม ทั้งสองยังแสดงความเป็นกังวลต่อรัฐสภาเมียนมาร์อยู่ เนื่องจากสมาชิกร้อยละ 25 ยังคงถูกแต่งตั้งโดยคณะทหารอยู่ ซึ่งจะไม่เหมาะสม ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นาย บาร์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับทหารยังคงเป็นตัวอย่างที่ดีในภูมิภาคที่จำทำความ เข้าใจ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย หรือมีสูตรสำเร็จทีี่จะโน้มน้าวให้กลุ่มทหารที่ครองอำนาจ และเงินมากมาย เป็นเวลานาน “ลงจากอำนาจได้”

ทั้ง นี้ นายบาร์กล่าวทิ้งท้ายถึง การประชุมสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีพลโทฟรานซิวส เวียซินกี ของสหรัฐฯเข้าร่วม โดยกล่าวว่า มีผู้ชายคนหนึ่งมีสัญลักษณ์ดาวติดอยู่บนบ่า 3 ดวง ระบุว่า แม้ทหารจะมีอำนาจมากเพียงใด แต่อำนาจที่ทรงพลังมากกว่าคือ “อำนาจทีมาจากประชาชน”

Facebook Comments

POST A COMMENT.